healthandwellnessorg.com

อภิสิทธิ์ชน ถูกตั้งคำถาม คลื่นโซเชียลจีนกับความเหลื่อมล้ำที่ปะทุในโลกออนไลน์

อภิสิทธิ์ชน ถูกตั้งคำถาม คลื่นโซเชียลจีนกับความเหลื่อมล้ำที่ปะทุในโลกออนไลน์

เมื่อ ‘อภิสิทธิ์ชน’ ถูกตั้งคำถาม: คลื่นโซเชียลจีนกับความเหลื่อมล้ำที่ปะทุในโลกออนไลน์
โดยทั่วไปแล้ว ประเทศจีนมักควบคุมเนื้อหาในโลกออนไลน์อย่างเข้มงวด แต่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สังคมออนไลน์จีนกลับกลายเป็นเวทีที่ผู้คนจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับ “อภิสิทธิ์” ที่กลุ่มคนบางกลุ่มในประเทศได้รับอย่างไม่เท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นดารา ลูกข้าราชการ หรือแม้แต่บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยชื่อดังหนึ่งในจุดเริ่มต้นของการถกเถียงนี้คือกรณีของ “นาชิ” นักแสดงหญิงวัย 35 ปี ผู้เคยได้รับบทเด่นในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์และซีรีส์ที่กำลังจะออกฉายในปี 2025 แต่ความฝันในอาชีพนักแสดงของเธอกลับพังทลายลงในชั่วพริบตา เมื่อกระแสออนไลน์เริ่มตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการเข้าศึกษาของเธอในโรงเรียนการละครชื่อดังเมื่อสิบปีก่อนชื่อของนาชิถูกถอดออกจากเครดิตซีรีส์เรื่อง “Lychees in Chang’an” แบรนด์สินค้าต่าง ๆ ที่เคยร่วมงานกับเธอต่างพากันถอนตัว ความเสียหายเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และเรื่องนี้กลายเป็นจุดชนวนให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับ “อภิสิทธิ์” ที่ผู้คนในวงการบันเทิงได้รับ
ปรากฏการณ์ “เปิดโปง” บนโซเชียลมีเดีย
แม้รัฐบาลจีนจะพยายามควบคุมพื้นที่แสดงความคิดเห็นของประชาชน แต่โซเชียลมีเดียอย่าง “เว่ยป๋อ” และ “เรดโน้ต” กลับกลายเป็นพื้นที่สำหรับระบายความโกรธและความคับข้องใจที่เก็บงำไว้ เช่นเดียวกับกรณีของนาชิ ที่ชาวเน็ตตั้งข้อสงสัยว่าเธออาจเข้าเรียนในโรงเรียนการละครเพราะแม่ของเธอ ซึ่งเป็นอดีตนักแสดง มีเส้นสายและคอนเนกชันอันทรงอิทธิพลคลิปสัมภาษณ์แม่ของนาชิในอดีต กลับมาถูกแชร์อย่างกว้างขวางอีกครั้ง โดยเนื้อหาในคลิปเผยว่า แม่ของเธอไม่ได้ทำตามข้อผูกพันของโครงการการศึกษาที่จัดไว้สำหรับชาวมองโกเลียใน ซึ่งเป็นเชื้อสายของครอบครัวเธอ โครงการนี้มีข้อกำหนดว่าผู้เข้าร่วมต้องกลับไปทำงานในบ้านเกิดหลังจบการศึกษา แต่แม่ของนาชิกลับเลือกไปเรียนต่อที่นอร์เวย์
การขุดคุ้ยทางออนไลน์เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่นักเรียนจีนกำลังสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยข้อสอบระดับชาติเข้มข้นที่เรียกว่า “เกาเข่า” ซึ่งถือเป็นสนามสอบที่เดิมพันอนาคตของเยาวชนจีนหลายล้านคน จึงไม่แปลกที่ข่าวนาชิจะกลายเป็นประเด็นร้อนในช่วงเวลาเช่นนี้
แม้ทางการจะออกมาชี้แจงว่านาชิได้คะแนนสูงพอสมควร และสูงกว่าคะแนนขั้นต่ำที่ใช้เข้าศึกษาในปีนั้น แต่สาธารณชนกลับไม่คล้อยตาม เพราะประเด็นไม่ได้อยู่ที่คะแนน หากแต่อยู่ที่ “ความรู้สึกไม่ยุติธรรม” ที่ฝังลึกในจิตใจของประชาชน
วัฒนธรรม “กวนซี่” กับความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง
ไม่ใช่แค่วงการบันเทิงเท่านั้นที่ถูกเพ่งเล็ง กลุ่มคนในวงการวิชาชีพอื่น ๆ ก็ไม่รอดพ้นจากการตรวจสอบโดยชาวเน็ต โดยเฉพาะกรณีของแพทย์สองรายจากโรงพยาบาลชื่อดังในปักกิ่ง ที่กลายเป็นข่าวอื้อฉาวในเดือนเมษายนหนึ่งในแพทย์หญิงซึ่งถูกเปิดโปงว่าจบการศึกษาภายใน 4 ปี ในขณะที่โดยปกติหลักสูตรแพทย์ใช้เวลาอย่างน้อย 8 ปี ถูกกล่าวหาว่าโกงสอบ เข้าเรียนในโปรแกรมพิเศษของ Beijing Union Medical College ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันการแพทย์ระดับท็อปของจีน ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข้อกล่าวหาเรื่องคัดลอกวิทยานิพนธ์ และใช้ “คอนเนกชันในครอบครัว” เพื่อเลี่ยงขั้นตอนทางวิชาการ
แรงกดดันจากสังคมทำให้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (National Health Commission) ต้องลงมือตรวจสอบอย่างจริงจัง และในที่สุดก็มีคำสั่งเพิกถอนทั้งใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแพทย์และปริญญาแพทยศาสตร์ของเธอแพทย์หลายคนให้ความเห็นว่า เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกในประเทศที่วัฒนธรรม “กวนซี่” หรือการใช้เครือข่ายสัมพันธ์มีอิทธิพลสูง แต่สิ่งที่เจ็บปวดกว่าคือ “ความไม่ยุติธรรมเชิงโครงสร้าง” ที่ทำให้คนธรรมดาไม่อาจแข่งขันได้อย่างเท่าเทียม
เมื่อเรื่องราวของ ‘การทำงานหนัก’ กลายเป็นข้อครหา
อีกหนึ่งกรณีที่สร้างกระแสวิพากษ์รุนแรงในโลกออนไลน์ คือ “ยูหรง ลวนนา เจียง” บัณฑิตสาวจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่ปรากฏตัวในพิธีจบการศึกษา พร้อมกล่าวสุนทรพจน์อย่างซาบซึ้งเกี่ยวกับการต่อสู้ฝ่าฟันในชีวิตแม้จะได้รับเสียงชื่นชมในช่วงแรก แต่ไม่นานโลกโซเชียลจีนกลับตั้งคำถามถึงเบื้องหลังความสำเร็จของเธอ โดยมีการตรวจสอบรายละเอียดในประวัติชีวิตและพบข้อขัดแย้งหลายจุด บางรายถึงกับกล่าวว่า ความสำเร็จของเธอไม่ได้มาจาก “ความขยัน” อย่างที่กล่าวอ้าง หากแต่อาจมาจาก “โอกาส” ที่มีให้เฉพาะบางคนกรณีของเจียงจึงตอกย้ำความรู้สึก “ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” ของเยาวชนจีนในยุคที่เศรษฐกิจเติบโตชะลอตัว การจ้างงานลดลง และช่องว่างทางสังคมขยายกว้างขึ้น
ความไม่พอใจที่ลุกลามเป็นไฟ
คลื่นความโกรธของชาวจีนไม่ได้จำกัดอยู่ในโลกออนไลน์เท่านั้น แม้รัฐบาลจีนจะพยายามเซ็นเซอร์ความมั่งคั่งของเหล่าดาราและคนดัง แต่ข้อมูลบางอย่างก็ยังเล็ดลอดออกมา เช่น กรณีของดาราสาว “หวง หยาง เทียนเทียน” ที่ถูกกล่าวหาว่าสวมต่างหูมูลค่าเกือบ 11 ล้านบาทชาวเน็ตเริ่มขุดคุ้ยที่มาของความมั่งคั่งในครอบครัวเธอ และพบว่าพ่อของเธอเคยเป็นข้าราชการท้องถิ่นในเมืองที่ได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนฟื้นฟูแผ่นดินไหวปี 2008 ความสงสัยจึงพุ่งเป้าไปที่ความเป็นไปได้ว่าเงินภาษีของประชาชนอาจถูกเบี่ยงเบนเพื่อตอบสนองครอบครัวของเจ้าหน้าที่รัฐบางคน
แม้เจ้าหน้าที่จะออกมาปฏิเสธ และชี้แจงว่าต่างหูนั้นเป็นของเลียนแบบ แต่ความไม่เชื่อของประชาชนก็ยังคงอยู่ หนึ่งในคอมเมนต์ยอดนิยมในเว่ยป๋อระบุสั้น ๆ ว่า “รู้ ๆ กันอยู่” สะท้อนการรับรู้ร่วมกันถึงระบบที่เอื้อให้บางคนได้เปรียบอย่างไร้เหตุผล
เราทำงานหนักมาสามรุ่น แต่ยังจนเหมือนเดิม
ข้อความหนึ่งในโลกโซเชียลที่มีคนกดไลก์มากที่สุด กล่าวไว้ว่า “พวกเขาคือเหตุผลที่ทำให้เราทำงานหนักมาสามชั่วอายุคนแล้ว แต่ยังคงทุกข์ยาก” เป็นคำพูดที่ทรงพลังและสะท้อนหัวใจของวิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นในสังคมจีนปัจจุบันเมื่อรัฐบาลบอกให้เยาวชน “ยอมรับความขมขื่น” เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของชาติ แต่ประชาชนกลับเห็นว่า “ขมขื่น” นั้นมีแต่พวกเขาที่ต้องแบกรับ ขณะที่อภิสิทธิ์กลับถูกส่งต่อในหมู่ชนชั้นนำอย่างไม่สิ้นสุด
ความไม่พอใจนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นผลสะสมจากการสอบสวนที่ไม่โปร่งใส การตรวจสอบที่ดูผิวเผิน และความพยายามควบคุมข้อมูลที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่า “สติปัญญาของพวกเขาถูกดูแคลน”และในยุคที่อินเทอร์เน็ตยังคงเป็นช่องทางเดียวที่เสียงของคนธรรมดาได้ส่งออกไป ความโกรธนี้จึงไม่เพียงเป็นแค่ “กระแสไวรัล” แต่คือคำประกาศกร้าวของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องการอยู่ในโลกที่ความพยายามไม่มีความหมาย


credit : https://www.bbc.com/thai/articles/c5y07ll9wwpo

author

Related Articles