ทฤษฎีคนบ้า ของทรัมป์ กลยุทธ์ที่เปลี่ยนเกมการเมืองโลก หรือแค่เดิมพันที่เสี่ยงเกินไป
เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเมื่อเดือนที่แล้วเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะร่วมมือกับอิสราเอลในการโจมตีอิหร่าน เขาเพียงกล่าวสั้น ๆ ว่า “ผมอาจจะทำ หรืออาจจะไม่ทำ ไม่มีใครรู้ได้หรอกว่าผมจะทำอะไร” ประโยคนั้นเหมือนเป็นเพียงคำพูดผ่าน ๆ แต่ในความเป็นจริง มันสะท้อนยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้งและเป็นหนึ่งในรากฐานของนโยบายต่างประเทศภายใต้การนำของทรัมป์แนวคิดที่รู้จักกันในชื่อว่า “ทฤษฎีคนบ้า” (Madman Theory)
ทรัมป์กับการใช้ “ความคาดเดาไม่ได้” เป็นอาวุธ
หากมีสิ่งหนึ่งที่ทั่วโลกเรียนรู้ได้จากทรัมป์ ก็คือ “คาดเดาไม่ได้” กลายเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวที่เขาใช้สร้างอิทธิพล ความลังเล ขัดแย้งในตัวเอง และการกลับคำในระดับที่คนทั่วไปไม่อาจคาดเดา—ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ข้อด้อย แต่กลายเป็นอาวุธทางการเมืองที่เขาใช้ได้อย่างแยบยลศาสตราจารย์ปีเตอร์ ทรูโบวิทซ์ แห่ง London School of Economics วิเคราะห์ว่า “ทรัมป์ได้รวบอำนาจการตัดสินใจด้านนโยบายต่างประเทศไว้ที่ตัวเองมากที่สุดนับตั้งแต่ยุคของริชาร์ด นิกสัน” นั่นทำให้ตัวบุคคล—อารมณ์ ทัศนคติ และความชอบส่วนตัวของทรัมป์ กลายเป็นแกนกลางของการตัดสินใจแทบทุกด้านทรัมป์ยกระดับ “ความไม่แน่นอน” ให้กลายเป็นหลักการประจำตัว เปลี่ยนบุคลิกที่หลายฝ่ายเคยมองว่าเป็นจุดอ่อนให้กลายเป็นกลยุทธ์ระหว่างประเทศที่ชัดเจน กลยุทธ์ที่ว่าคือการทำให้คู่แข่งเชื่อว่าเขาอาจกระทำสิ่งใดก็ได้ แม้แต่การตัดสินใจที่ดูไม่สมเหตุสมผลหรือเสี่ยงอันตราย โดยหวังจะบีบบังคับให้ฝ่ายตรงข้ามยอมอ่อนข้อ หรือรีบประนีประนอมก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายลง
“Madman Theory” คืออะไร และเคยใช้มาแล้วจริงหรือ?
ทฤษฎีคนบ้าไม่ใช่สิ่งใหม่ ทฤษฎีนี้ถูกหยิบมาใช้อย่างเด่นชัดในยุคของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน เมื่อปี 1968 ซึ่งกำลังหาทางยุติสงครามเวียดนาม นิกสันเคยบอกเฮนรี คิสซิงเจอร์ ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติว่าให้ส่งสัญญาณถึงเวียดนามเหนือว่านิกสันเป็นคนบ้า ไม่สามารถคาดเดาได้ และอาจกดปุ่มนิวเคลียร์ได้ทุกเมื่อ แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ถ้าศัตรูคิดว่าเขาไม่มีเหตุผล ก็จะเกิดความกลัวและรีบยอมอ่อนข้อเสียก่อน
ทรัมป์หยิบทฤษฎีเดียวกันนี้มาใช้ในศตวรรษที่ 21 โดยใช้สื่อสมัยใหม่ คำพูดที่กระตุ้นอารมณ์ และการแสดงออกที่รุนแรงเพื่อขยายอิทธิพลเชิงจิตวิทยา ไม่เพียงกับศัตรู แต่ยังรวมถึงพันธมิตรที่เคยไว้วางใจอเมริกามาอย่างยาวนาน
สั่นคลอนพันธมิตรเก่า ปั้นดินแดนใหม่เป็นศัตรูหรือเปล่า?
วาระที่สองของทรัมป์เปิดฉากด้วยการหันหน้าเข้าหาวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ขณะที่กลับใช้ถ้อยคำรุนแรงโจมตีพันธมิตรเก่าอย่างแคนาดาและยุโรป เขาเสนอแนวคิดสุดโต่ง เช่น การผนวกกรีนแลนด์กลับสู่การปกครองของสหรัฐฯ และการยึดคลองปานามาคืน ซึ่งล้วนแต่เป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่เคยมีประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใดกล้าเสนออย่างเปิดเผยมาก่อนทรัมป์ยังทำให้เกิดความคลุมเครือว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะยังคงยึดมั่นในมาตรา 5 ของกฎบัตร NATO หรือไม่ ซึ่งเป็นมาตราการันตีความมั่นคงร่วมกันที่ดำรงมาเกือบศตวรรษผลลัพธ์จากแนวทางนี้? ผู้นำยุโรปเริ่มปรับตัวอย่างเร่งด่วน นำโดยสหราชอาณาจักรที่ประกาศเพิ่มงบประมาณกลาโหมจาก 2.3% เป็น 2.5% ของ GDP และภายในไม่กี่เดือน NATO ทั้งองค์กรก็มีมติร่วมกันเพิ่มงบเป็น 5% ของ GDP—a figure not seen since the Cold War
ยุทธศาสตร์ที่อาจถูกจับทางได้ง่าย
แม้ “หลักการแห่งความไม่แน่นอน” จะประสบผลสำเร็จกับพันธมิตร แต่กับศัตรูกลับไม่ง่ายดายนักอิหร่านหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของทรัมป์ในวาระนี้ กลับดูเหมือนจะเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อย่างลับ ๆ หลังจากสหรัฐฯ โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ของพวกเขา แทนที่จะหวาดกลัวและยอมอ่อนข้อศาสตราจารย์ไมเคิล เดช จากมหาวิทยาลัยนอเทรอดาม ชี้ว่า อิหร่านอาจเลือกแนวทาง “แบบเกาหลีเหนือ” โดยซุ่มพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เพื่อเป็นเครื่องยับยั้งการถูกรุกรานแบบที่ซัดดัม ฮุสเซน หรือกัดดาฟีไม่สามารถทำได้ทัน ขณะเดียวกัน วลาดิเมียร์ ปูติน ก็ยังไม่แสดงท่าทีอ่อนข้อใด ๆ ต่อสหรัฐฯ แม้ทรัมป์จะโทรศัพท์ไป “เจรจา” โดยตรงก็ตาม
เมื่อพันธมิตรเริ่มรู้ทัน
สิ่งที่น่ากังวลคือผู้นำชาติพันธมิตรเริ่มเรียนรู้ว่า ทรัมป์คือบุคคลที่โหยหาคำยกย่อง รางวัล และชัยชนะที่จับต้องได้ในระยะสั้น
เมื่อเดือนมิถุนายน ที่ประชุมสุดยอด NATO กลายเป็นเวทีของการเอาอกเอาใจ มาร์ก รุตเตอ เลขาธิการ NATO ส่งข้อความถึงทรัมป์ว่า “ขอแสดงความยินดีสำหรับการตัดสินใจที่เด็ดขาดในอิหร่าน” และ “คุณทำในสิ่งที่ไม่มีผู้นำคนใดทำได้ในหลายทศวรรษ”—ข้อความที่ทรัมป์นำมาเปิดเผยด้วยตนเอง
แอนโธนี สการามุชชี อดีตผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารของทรัมป์ วิเคราะห์ตรงไปตรงมาว่า ผู้นำต่างชาติกำลัง “หัวเราะเยาะอยู่หลังม่าน” เพราะพวกเขารู้วิธีประจบเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ
ความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ กำลังสั่นคลอน
คำถามใหญ่ที่สุดในตอนนี้คือ: สหรัฐฯ ยังคงเป็น “มหาอำนาจที่เชื่อถือได้” หรือไม่?
ยุโรปเริ่มตระหนักว่า สหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์ไม่อาจเป็นผู้ค้ำประกันด้านความมั่นคงได้อีกต่อไป นายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ แห่งเยอรมนี ออกมากล่าวชัดว่า ยุโรปจำเป็นต้องพึ่งพาตนเอง และต้องพัฒนาระบบป้องกันตนเองให้มีขนาดและประสิทธิภาพเพียงพอ โดยเฉพาะการพึ่งพาน้อยลงจากระบบข่าวกรองของสหรัฐฯ และอุตสาหกรรมอาวุธที่อเมริกายังผูกขาดอยู่เกือบเบ็ดเสร็จ
แม้ผู้นำยุโรปบางคนจะยังหวังว่าการ “เอาอกเอาใจ” จะรักษาความสัมพันธ์กับทรัมป์ได้ระดับหนึ่ง แต่ความจริงคือ ความไม่แน่นอนที่เป็นหัวใจของทฤษฎีคนบ้า ก็หมายถึงการรับประกันใด ๆ จากสหรัฐฯ อาจไม่มีความหมายในวันพรุ่งนี้
สรุป: กลยุทธ์ที่ได้ผล หรือเดิมพันที่กำลังย้อนกลับ?
ในท้ายที่สุด “ทฤษฎีคนบ้า” ของทรัมป์ประสบความสำเร็จในบางเรื่อง โดยเฉพาะการบีบให้พันธมิตรเปลี่ยนพฤติกรรมในแบบที่สหรัฐฯ ต้องการในระยะสั้น แต่คำถามคือ มันยั่งยืนหรือไม่? หรือจะกลับกลายเป็นตัวเร่งให้พันธมิตรหันไปสร้างระบบป้องกันตัวเอง และลดบทบาทของอเมริกาในระเบียบโลกหลังสงครามเย็น ศาสตราจารย์ทรูโบวิทซ์สรุปได้อย่างชัดเจนว่า “สิ่งที่ทรัมป์เปิดเผยออกมาไม่ใช่แค่กลยุทธ์ แต่คือการเปลี่ยนแปลงทางลึกในลำดับความสำคัญของสหรัฐฯ ที่จะไม่ย้อนกลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว”ในแง่นั้น กลยุทธ์ของทรัมป์อาจได้ผลในบางระยะ แต่ก็กำลังปลดล็อกยุคใหม่ของภูมิรัฐศาสตร์โลกที่สหรัฐฯ เองอาจไม่ได้เป็นศูนย์กลางที่แน่นอนอีกต่อไป
credit : https://www.bbc.com/thai/articles/c5y7984w4lwo